HOME   KNOWLEDGE   REMAINS   GALLERY   WEB TIPS    Profile 
   
   
   

  


 

 

 

 

     ช่วงที่อากาศแปรปรวนแบบนี้ หลายคนคงรู้สึกอยากนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ในมุมส่วนตัว...
หรืออาจใช้เวลาว่างนั่งฟังเพลงที่ชอบ ลองมาอ่านเรื่องราวของเธอคนนี้ดูไหมคะ ดูสิว่า กว่า
วาดวลี จะเป็นนักเขียนที่เป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตเธอต้องผ่านการเคี่ยวกรำ
อย่างไรมาบ้าง...



  


...วาดวลี...
  
"วาดภาพด้วยถ้อยคำ"
   
     

 

   

   

  
Deewrite : สวัสดีค่ะ วาดวลี

วาดวลี : สวัสดีค่ะ

  

Deewrite : ก่อนอื่นคงต้องขอถามก่อนว่า นามปากกานี้ มีที่มาอย่างไรคะ

วาดวลี : นามปากกานี้ น่าจะตั้งเมื่อประมาณ ปี 2543 ตอนนั้น เป็นช่วงที่ทำงานใน
สถาบันสอนดนตรี ได้มีโอกาสศึกษาเรื่องเพลง ชอบอ่านเนื้อเพลง รู้สึกว่ามันเหมือนบทกวี
บางเพลงจะนำเอาคำมาต่อๆ กัน ประกอบกับที่เราเป็นคนชอบเขียนกลอนเปล่า ซึ่งบางที
อาจจะเป็นเพียงประโยคสั้นๆ มีครั้งหนึ่งเราเขียนกลอนเล่น มีคนอ่านคอมเมนต์ บอกว่า
เราเขียนบทกวีได้เหมือนวาดภาพเลยนะ คือเขาคงชมนะว่าเห็นภาพอะไรแบบนี้เราก็เลยนึกๆ ว่า
อืม ถ้างั้นเราก็เหมือนเอาวลี หรือ คำมา ทำให้เป็นภาพวาดสินะ ก็เลยเป็นที่มาของ "วาดวลี"
ซึ่งมีความหมายว่า "การวาดภาพด้วยถ้อยคำ"  แล้วก็ใช้ต่อมาเรื่อยๆ ค่ะ
ไม่เฉพาะงานพวกกลอน บทกวี แต่ใช้สำหรับเรื่องสั้น ด้วย

 


"สิ่งหนึ่งในหัวใจ แม้นไม่ใช่ความรัก"
สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์ (อมรินทร์) (2549)

   
Deewrite : นามปากกามีความเกี่ยวพันอะไรกับ วาด รวี หรือเปล่าคะ
เพราะมีบางคนมองว่าตั้งใจตั้งนามปากกาให้คล้ายกับ วาด รวี ?


วาดวลี : พี่เป้ วาด รวี ก็รู้จักพี่เขานะ คือเขาเป็นเพื่อนของพี่สาว ก็เคยเจอกันที่บ้านบ้าง
ในงานบ้าง แต่ว่าตอนที่เราตั้งนามปากกานี้ ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงชื่ออะไรของพี่เป้เขาเลย
คือไม่ได้นึกด้วยซ้ำนะว่า มันจะไปพ้องรูป พ้องเสียงอะไร โดยเฉพาะความหมายก็ไปคนละทางเลย
คิดว่า วาด รวี นี้ พี่เป้เขาน่าจะตั้งเป็นลักษณะเหมือนชื่อและนามสกุล เพราะเขียนแยกกัน
ชื่อวาด นามสกุล รวี อะไรแบบนี้ นี่เดาเอา ซึ่งของเรา "วาดวลี" ไม่ได้เขียนแยกกันค่ะเขียนติดกัน
ให้ความหมายจากการผสมคำกัน ก็คิดว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรนะ เพราะมีนามปากกามากมาย
ที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้อ่านส่วนใหญ่คงแยกแยะได้


Deewrite : ก่อนมาจะเป็นวาดวลีในวันนี้ ทราบมาว่าวาดวลีทำงานมาหลาย
อย่างมาก พอจะเล่าประวัติการทำงานแบบย่อๆ ให้ฟังได้ไหมคะ

วาดวลี : มีโอกาสทำงานหลายๆ ที่ หลายๆ งาน แต่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในสาขาการสื่อสารและทำสื่อ
คือ ตั้งแต่สมัยเรียน เริ่มเรียนปริญญาตร
ตอนนั้นก็ไม่ค่อยมีเงิน ทางบ้านไม่มีเงินส่งเรียน
ก็มีพี่สาวช่วยเหลือ แล้วก็ให้ไปสมัครงาน ตอนนั้นก็ไปสมัครงานที่สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น
เป็นที่แรก เขารับสมัครคนพิสูจน์อักษร อาศัยว่าเราชอบอ่านหนังสือ พอมีความเข้าใจในภาษา
เราก็ได้เข้าไปทำ ได้เงินเดือนประมาณ 4 พันบาท ตอนนั้นก็แบ่งเวลาทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย
การทำงานในสำนักพิมพ์ ทำให้เข้าใจการทำหนังสือ ประกอบกับเรียนด้านนิเทศศาสตร์
เอกวารสารการพิมพ์ ก็เกื้อหนุนกัน ต่อมาในสำนักพิมพ์มีโครงการเปิดร้านหนังสือและนิตยสาร
ก็ชวนเราไปทำในส่วนกองบรรณาธิการ ทำกิจกรรม ทำให้มีประสบการณ์มากขึ้นแต่โครงการนี้
อยู่ได้ไม่นานก็ปิดตัวไป ก็เป็นช่วงที่เรียนหนักมากขึ้น จึงตัดสินใจลาออกจากสำนักพิมพ์

  

Deewrite : หลังจากนั้นไปทำงานอะไรต่อคะ?

วาดวลี : ออกจากสำนักพิมพ์ ไปทำงานเป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร Barbies ก็เป็นนักข่าว
สายบันเทิงและศิลปวัฒนธรรม ตอนนั้นเขาเป็นบริษัทใหม่มีกิจการทำนิตยสาร โดยซื้อหัวหนังสือ
มาจากต่างประเทศ แล้วก็ทำพวกรายการวิทยุ เราก็ทำเนื้อหาที่หลากหลายพอสมควร คือไม่ใช่
เฉพาะเรื่องดารา ก็ทำคอลัมน์เกี่ยวกับสัมภาษณ์คนที่อยู่ในวงการบันเทิง
เช่น นักแต่งเพลง
สไตล์ลิสต์แฟชั่น หรือว่าสกู๊ปพิเศษ เรื่องท่องเที่ยว คือทำหมดสลับกันกับคนในกอง บก. ก็ทำอยู่ได้
ประมาณปีกว่า เกือบสองปี ช่วงแรกก็สนุกดีเพราะว่าได้สัมผัสวงการบันเทิงได้รู้จักชีวิตแง่มุมจริงๆ
ของดารา นักร้อง ได้เจอคนมีชื่อเสียง อย่างไปสัมภาษณ์พี่แอม เสาวลักษณ์ เรื่องการแต่งเพลง
ไปสัมภาษณ์พี่ป้อม พี่โต๊ะ อัสนี หรือ มาโนช พุฒตาล ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่เราจำได้ไม่ลืม
เพราะเป็นคนที่เราชื่นชอบ ขณะเดียวกัน ก็มีบางอย่างที่ก็ไม่ค่อยชอบ เช่น การไปงานเลี้ยงดึกๆ
ไปนั่งรอคนที่นัดไว้ แต่เขาไม่มาก็ทำให้คิดเปลี่ยนงานอีก แต่ยังไม่ทันได้ลาออกบริษัทนี้ก็ปิดตัวลง
ในช่วงประมาณปี 2538-2539

จากนั้นก็เป็นครั้งแรกนะที่ว่างงาน ได้เรียนหนังสืออย่างเดียว อยู่ประมาณเดือนหนึ่งก็มีคนชวนไป
ทำพวกคอลัมน์อิสระ เพื่อนนักข่าวจากที่อื่นชวนไปทำงานเหมือนเดิมแต่ส่งเป็นชิ้นๆ ได้ค่าเรื่องเป็น
เป็นชิ้นๆ ไม่ได้เงินเดือน เพราะสมัยนั้น หนังสือบางเล่มเขาจะไม่ได้เซ็ทกอง บก.ไว้ประจำออฟฟิศ
แต่จะรับงานเป็นชิ้นๆ ไป เช่น ทำพวกบทสัมภาษณ์ ดาราเจอผี เล่มหนึ่งคุย 20 คน 20 เรื่อง
อะไรแบบนี้ก็ทำหมด ตอนนั้นมีเวลาได้เขียนหนังสือบ้างก็เขียนพวกบทกลอน เรื่องสั้น ไปด้วย

อยู่แบบนี้ได้ประมาณ 3 เดือน ก็มองหางานประจำ เพราะเราต้องดูแลค่าใช้จ่ายตัวเอง
ก็ลองไปสมัครงานนิตยสารด้านสารคดี เพราะสนใจอยากทำอะไรที่หนักขึ้น ก็พอดีว่ามีนิตยสาร
"วัยหวาน"
ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของและผู้บริหาร มาชวนพี่สาวเราไปเป็นทีมทำงาน
คือ พี่จาริก แรมรอน เข้าไปเป็นบรรณาธิการ เขาก็คงมองเห็นว่า เออ น้องกำลังหางานอยู่
แล้วก็สนใจงานแนวนี้ มีประสบการณ์ ก็ชวนกันเข้าไปคุย สรุปว่าได้ทำที่วัยหวานเป็นหัวหน้ากอง
บรรณาธิการ มีเพื่อนร่วมทีอีก 3 คน แบ่งงานกันทำ ซึ่งวัยหวานก็เป็นนิตยสารวัยรุ่นที่ดีนะ
มีเรื่องดาราศิลปิน แต่มี Section ที่เกี่ยวกับ
งานเขียนด้วย บทกวี เรื่องสั้น นิยาย มีหมด
ไม่ใช่เรื่องดาราอย่างเดียว ก็ทำที่นี่ จนในที่สุดเขาก็ปิดตัวหนังสือไปอีก น่าจะเป็นรุ่นสุดท้าย
ที่ได้ทำวัยหวาน ก็คุยกันขำๆ ว่า ไปทำที่ไหนเขาก็ปิดหนังสือ


  
Deewrite : รู้สึกว่าวาดวลีจะเคยทำงานด้านสังคมหรืองานด้านพัฒนาด้วย

วาดวลี : ค่ะ หลังจากหยุดทำนิตยสาร เราก็หันมามองตัวเองนะไม่อยากกลับไปทำแบบเดิมอีก
มันน่าจะเป็นจุดอิ่มตัวกับเรื่องบันเทิงอะไรแบบนั้น ก็มองหางานที่หนักขึ้น อยากทำสารคดี อยาก
ทำรายการทีวี อะไรแบบนี้ แล้วโอกาสก็มาถึง คือที่ศูนย์ข่าวผู้หญิงของมูลนิธิผู้หญิง เขาทำงาน
ด้านให้ความรู้ เรื่องสิทธิมนุษยชน ต่อต้านความรุนแรงต่อเด็กและสตรี เขาเปิดรับเจ้าหน้าที่
ด้านข้อมูลของศูนย์ข่าว เราก็ได้งานที่นี่ มีหน้าที่หลักๆ คือทำวารสาร ชื่อ ศูนย์ข่าวผู้หญิง เขามี
ภาคภาษาอังกฤษด้วย ชื่อ Voice of Women ซึ่งจะมีคนช่วยแปลเนื้อหาจากภาคภาษาไทย
ไปเป็นอังกฤษสำหรับชาวต่างชาติอ่าน เราก็ได้ดูแลเรื่องรูปแบบหนังสือ ก็ทำทุกกระบวนการ
จัดอาร์ตเวิร์ค ทำภาพประกอบ ไปร่วมงานประชุม ดึงเนื้อหามาเขียนเป็นบทความบ้าง แล้วก็
ดูแลห้องสมุดผู้หญิง ซึ่งจะมีคนมาขอข้อมูล มายืมหนังสือ ไปอ่านพวกงานวิจัยต่างๆ ซึ่งงานใน
องค์กรเอกชนนั้น
เขาก็จะไม่ได้แบ่งเป๊ะๆ ว่าทำหน้าที่ใดอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยงานกัน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่ดีมาก ได้เรียนรู้งานที่หลากหลาย เช่น การไปทำค่ายเยาวชนเรื่องเพศศึกษา
ได้คุยกับเด็กๆ บันทึกออกมาเป็นไดอารี่ ได้ทำกิจกรรมในเชิง action ด้วย ได้มองเห็นปัญหา
ในสังคมว่ามันมีมากมาย ได้ลงพื้นที่ ได้เดินทางไปต่างจังหวัดด้วย ได้ใช้ชีวิตคนทำงานในแบบ
พี่ๆ น้องๆ กินนอนด้วยกันประมาณนั้น ทำให้เราชอบและสนุกมากได้มองเห็นคนที่ทำงาน
เพื่อสังคมด้วยใจจริงๆ ก็รู้สึกศรัทธา ทำงานที่นี่ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ พบว่าสังคมมีปัญหามากมาย
และต้องการคนช่วย เราพอมีความสามารถในเรื่องสื่อก็เอามาใช้กับงานด้านพัฒนา ซึ่งทำที่นี่จน
กระทั่งเรียนจบ ซึ่งต่อมาก็เว้นวรรคไปทำงานด้านดนตรี แล้วก็กลับมาทำโครงการสื่อกับเด็กอีก


  

Deewrite : ที่ทำงานด้านดนตรีเป็นยังไงบ้าง ?

วาดวลี : ที่สถาบันดนตรีนั้นเป็นที่สอบเทียบเกรดด้านดนตรี ของ Trinity College of London
และ Rock School of Music เป็นของประเทศอังกฤษ แต่ว่าเขาพยายามทำให้เป็น
One Stop Edutainment คือ ที่รวมของการศึกษาหลายๆ แขนง ก็จะเปิดสอนทั้งดนตรีในสาย
คลาสสิคและสายร็อก สอนร้องเพลง กีตาร์ เปียโน กลอง ไวโอลิน มีหมด ตอนนั้นสนใจแนวคิด
ของเขามาก คืออย่างคนที่ไม่ได้เรียนด้านดนตรีโดยตรงอาจจะฝึกเองหรือเรียนพิเศษ แต่เป็น
แพทย์เป็นหมอ เป็นวิศกร อะไรก็ได้ หากมีความสามารถด้านดนตรี ก็มาสอบเทียบเกรด
หากสอบผ่านก็จะได้รับใบประกาศ ซึ่งเทียบเท่ากับระดับต่างๆ จนถึงระดับปริญญาตรี สามารถ
เดินถือใบประกาศนี้ไปเรียนต่อที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หรือเข้าทำงาน ทำให้การเรียนดนตรีเป็นอาชีพ
ได้จริงๆ

ตอนนั้นเข้าไปทำในส่วนของสื่อและประชาสัมพันธ์ จากบริษัทเล็กๆ มีเราคนเดียวในแผนก
ก็เติบโตขึ้นจนมีทีมงานหลายคน ทำอยู่ที่นี่นานมาก 5 ปีได้ ได้อยู่กับเด็กๆ ผู้ปกครอง
เราเองได้เรียนดนตรีด้วย เขาก็ให้โอกาส เรียนหมด กลอง กีตาร์ไฟฟ้า กีตาร์คลาสสิค
แต่ว่าสรุปแล้วตอนนี้ไม่เป็นสักอย่างนะ ฮา (หัวเราะ) แล้วก็ได้เป็นครูฝึกสอนเด็กๆ เกี่ยวกับ
การทำสื่อ เช่น การทำเวบไซต์ ซึ่งที่นี่เปิดโอกาสความคิดให้เรามาก คิดอะไรก็ได้ที่คิดว่ามันดี
แล้วทำไป ผิดพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร ก็จัดกิจกรรมด้วย เช่นงานเวิร์คช็อปดนตรีให้อาจารย์มานั่งเล่า
ประวัติของดนตรีคลาสสิค คันทรี่ โซล ฟังก์ ฯลฯ ว่าเป็นมาอย่างไร คือได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์
ดนตรีด้วยก็สนุกมาก รวมถึงการจัดคอนเสิร์ตด้วย อ้อ ที่นี่ทำหนังสือทำมือด้วยนะ เราดึงเนื้อหา
จากงานมาเย็บเป็นเล่มๆ ซีร็อกแจกผู้เข้าร่วมด้วย
  
  
Deewrite : เดี๋ยวจะคุยเรื่องหนังสือทำมือต่อนะคะ อยากให้เล่าเรื่องการทำ
โครงการกับเด็กและเยาวชนให้ฟังสักนิดค่ะ

วาดวลี : ค่ะ ก็หลังจากอิ่มตัวกับงานที่โรงเรียนดนตรี ตอนนั้นคืออยากออกจากงานประจำ
อายุไม่มากนะ แต่รู้สึกเหมือนทำงานประจำมานานเหลือเกิน อยากอยู่แบบไม่ต้องตอกบัตร
หยุดวันไหนก็ได้ ก็ไปยื่นใบลาออก ตอนนั้นคิดว่าจะไปอยู่เชียงใหม่ คือยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร
แต่อยากไปละ อยากรีไทร์ตัวเอง รู้สึกอายุ 27-28 แต่พอออกมาได้ กลับมีเพื่อนมาชวนไปทำงาน
ก็งานประจำเหมือนเดิม เราก็เอาละ หาเรื่องใส่ตัวอีกแล้ว หยุดความคิดมาเชียงใหม่ไว้ก่อน
ไปทำงานที่สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา (LDI) เขาทำโครงการฟื้นฟูชุมชนให้มีความเข้มแข็ง
ชีวิตสาธารณะ-ท้องถิ่นน่าอยู่ เราก็เข้าไปทำ ทีนี้ก็เดินทางตลอดเลย ไปเหนือ
ไปใต้ไม่ได้หยุด
แล้วก็มีโครงการเล็กๆ ของเพื่อนอีก ทำโครงการเยาวชนสร้างสื่อมือสะอาด คือชวนเด็กๆ ที่สนใจ
อยากฝึกทำสื่อ ทำหนังสือ วารสาร มาเข้าค่าย จัดกันหลายครั้ง ก็ทำควบคู่กันไป เป็นช่วงที่เหนื่อย
มาก ตะลอน นอนดึก ทำงานหนัก แต่ก็ได้เพื่อนมาอีกเยอะ ได้ไปช่วยโครงการเล็กๆ อื่นๆ
ที่เขาทำจนเสร็จสิ้นโครงการถึงได้เดินทางมาเชียงใหม่ซะทีค่ะ

 


แฟนเธอไม่ใช่แฟนฉัน
รวมเรื่องสั้นของนักเขียนจากเว็บไซต์ pantip.com


Deewrite : งั้นมาถึงงานหนังสือบ้าง รู้สึกว่าเคยทำกลุ่มหนังสือทำมือด้วยใช่ไหม
คะ
"กลุ่มกล้าฝัน" วาดวลีเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มด้วยใช่หรือเปล่า?


วาดวลี : ตอนที่เริ่มทำ "กล้าฝัน" เป็นช่วงแรกที่ทำงานในโรงเรียนดนตรี
ตอนนั้นพอจะแบ่งเวลา
ทำงานเขียนได้บ้าง หลังจากที่ออกนิยายไปเมื่อหลายปีก่อน ก็มีเวลาได้กลับมาเขียนหนังสือบ้าง
เราก็เลยเอาบทกวีเก่าๆ ไปแปะให้คนอ่านในเวบไซต์ pantip.com ห้องถนนนักเขียน ใช้ชื่อว่า
บอน ที่ถนนนักเขียนเป็นชุมชนที่น่ารัก มีนักอ่าน นักเขียนเต็มไปหมด ก็ได้เพื่อนมาจำนวนมาก
ตอนนั้นยังไม่มีกระแสหนังสือทำมือเกิดขึ้นมา เราก็เห็นว่ามีเพื่อนๆ หลายคนมาก ที่เพิ่งเขียน
หนังสือ หรือฝึกเขียนกลอน เขาไม่กล้าส่งไปลงที่ไหน กลัวไม่ได้ลงบ้าง หรือส่งไปแล้ว ไม่มีคน
เอาไปลงบ้าง หลายๆอย่าง ก็จุดประกายไอเดียขึ้นมาว่า อืม น่าจะรวมกลุ่มกันแล้วทำหนังสือ
ออกมานะ ทำแบบทำมือนี่แหละ

ตอนนั้นมีเพื่อนอีกสองคนคือ "ก้านยาว" และ "คิดถึงทะเลไกล" ซึ่งเป็นต้นคิด จากที่เขาชอบ
หนังเรื่อง Dead Poet Society มาก เขาก็บอกเอาด้วยๆ เราก็เป็นตัวตั้งตัวตีว่า งั้นนัดกัน
มาเลยดีกว่าประกาศเลย ใครจะมาบ้าง มาทำกลุ่มกัน ก็ตั้งชื่อว่า "กล้าฝัน" คิดถึงต้นกล้าเล็กๆ
ที่จะผลิบานในวันต่อไป
อะไรแบบนี้ ซึ่งมีเพื่อนๆ มาเป็นสมาชิกจำนวนไม่น้อยทีเดียว
หลายคนๆ ตอนนี้ก็เป็นนักเขียนไป ซึ่งเจอกันสมัยที่เขายังเป็นนักศึกษาอยู่ก็มี

เมื่อทุกคนโอเคกับชื่อแล้ว ก็ทำเป็นจุลสารขึ้นมาชื่อ "จุลสารกล้าฝัน" ก็แบ่งกันเขียนคอลัมน์
แล้วซีร็อก เย็บแม็กกระดาษ ขายเล่มละ 20 บาท ก็ประกาศทั่วเลย ใครอยากร่วม
กองบรรณาธิการ ส่งไรมา ยินดีนะ มีการเซ็ทคนดูแลบัญชีอะไรไป ก็สนุกดีนะ จุลสารออกมา
รู้สึกประมาณสักปี 2543 ได้มั้งที่มีงานสัปดาห์หนังสือ สมัยนั้นยังจัดที่คุรุสภา เราก็เอาหนังสือ
ไปฝากที่บู๊ธของพี่นิวัฒน์ พุทธประสาท บู๊ธ Alternative Writer พี่เขาก็รับฝากอย่างดี มีหนังสือ
รวมบทกวีของหลายๆ คน ช่วยกันทำ เปิดบ้านที่บางพลัดเป็นสำนักงาน มากิน มานอน เย็บเล่ม
หนังสือกัน ตอนนั้นหนังสือทำมือยังไม่ค่อยมีคนรู้จัก ยังไม่มีกระแสอะไร เราไปแปะบอร์ดว่า
ขายหนังสือทำมือ ก็มีคนมาถามว่ามันคืออะไร ก็ชวนให้มาซื้อๆ มารู้จักกัน


   
Deewrite : เอาแนวคิดเรื่องการทำหนังสือทำมือมาจากไหนคะ

วาดวลี : คือหนังสือทำมือมันมีของมันมานานแล้ว ในสมัยก่อน การทำหนังสือวารสาร
ในโรงเรียนหรือการทำหนังสือในชุมชนเล็กๆ แต่อาจจะไม่ได้เรียกชื่อนี้ อย่างที่บ้านเราเอง
พ่อเราจะเป็นหมอยาสมุนไพรโบราณ แล้วก็มีอาชีพเอาชีวิตคนที่ตายไปมาร้อยเรียงเป็นกลอน
ยาว 30 หน้า เพื่อไปอ่านในงานศพ เขาก็เขียนลงสมุด พอเสร็จงานเจ้าของอยากได้เก็บไว้
เขาก็ไปซีร็อกแล้วเย็บ หรือตำราสมุนไพร ประวัติของอำเภอ เขาเขียนออกมาก็จะซีร็อก
เย็บด้วยแม็กเย็บกระดาษ แล้วก็ทำขายทำแจก

หรืออย่างพี่สาวเรา พี่จาริก สมัยก่อนตอนเขาอยู่เชียงใหม่เขาก็ทำจุลสารชื่อ ใบตอง และ
จุลสารเพื่อน
ซึ่งเห็นกันโดยปกติว่ามีหนังสือแบบนี้อยู่ แบบที่ทำเอง ไม่ได้เข้าโรงพิมพ์
ตัดรูปอะไร
มาแปะๆ เหมือนการทำอาร์ตเวิร์คด้วยมือสมัยก่อน สร้างสรรค์ไปตามข้อจำกัด สมัยนั้นก็ไม่มี
ซีร็อกสี มันก็ซึมซับมาเรื่อยๆ นะว่าเราสามารถทำหนังสือเองได้ บวกกับสมัยมัธยมเราเป็น
บรรณารักษ์ของห้องสมุดโรงเรียน ได้รู้วิธีการซ่อมหนังสือ ใส่ปกเข้าไปใหม่เย็บเล่ม ไสกาว
ก็จึงเอามาทำในรูปแบบใหม่ที่มีอุปกรณ์มากขึ้น คำว่าหนังสือทำมือ ก็คือ หนังสือที่ใช้มือทำ ไม่ผ่าน
กระบวนการผลิตแบบเครื่องจักร ตอนที่ทำกล้าฝัน ก็พยายามพลิกแพลงนะ จากที่วารสารกล้าฝันนี้
เย็บด้วยแม็กเย็บกระดาษ พอจะทำพอ็กเก็ตบุ๊คก็ต้องทำปกที่เผื่อสัน ใช้กาวลาเทกซ์นี่แหละ
3M อัดเข้าไป หรือถ้าจะทำไดอารี่ที่ปกหนาหน่อย ก็ต้องสอดกระดาษแข็งให้ปก เป็นต้น ทุกคน
ที่กล้าฝันได้ช่วยกันทำทุกคน เข้าเล่มกัน ตัดเจียนด้วยคัตเตอร์ รู้สึกทำแล้วทุกคนภูมิใจ และก็
ชวนๆ กันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีงานหนังสือทำมือครั้งแรกที่ถนนพระอาทิตย์ รู้สึกว่าจะจัดโดย
ร้านหนังสือเล็กๆ กลุ่มกล้าฝันก็ไปออกบู๊ธกับเขา เอาเสื่อไปวาง จุดเทียมกันวอมแวมน่ารักมาก
เราก็แอบหนีงานไปขายหนังสือ ฮา (หัวเราะ) ได้นัดเจอเพื่อนสมาชิกด้วย บางคนนั่งรถมาจากใต้
มาเพื่อเจอกันโดยเฉพาะซึ่งมีพี่ๆ นักเขียนหลายคนให้กำลังใจมาโดยตลอด เช่น พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง
เราจะเมล์เล่าให้เขาฟังเขาก็สนับสนุนแรงใจ จนกระทั่งในปีต่อๆ มา น่าจะอีกสัก 2 ปีจากนั้นก็มี
งานแบบนี้ขึ้นเรื่อยๆ กระแสทำมือก็มากขึ้น ซึ่งเป็นอะไรที่ดี เพราะตอนหลังมีงานหนังสือทำมือ
Indy Books ที่เอาจริงกับเรื่องนี้ก็นับว่าดีมากๆ


    
Deewrite : แล้วตอนนี้ กิจกรรมของกลุ่มกล้าฝัน หยุดไปเลยเปล่าคะ?

วาดวลี : ค่ะ เรียกว่าหยุดไปแล้ว ทุกวันนี้ แต่ละคนในกล้าฝันก็ยังมีชีวิตอยู่ ฮา คือติดต่อกันเป็น
ระยะๆ แต่เนื่องจากช่วงที่เราถาโถมทำกันแบบลุยมากอยู่เป็นปีอย่างสนุกสนาน ต่อมาแต่ละคน
ก็มีชีวิตเปลี่ยนไปบ้าง เช่นบางคนเปลี่ยนงาน บางคนเรียนหนังสือจบแล้ว ก็เริ่มแยกย้ายกัน
เริ่มมีไม่ว่าง บางคนมีครอบครัว มันก็เป็นช่วงปีที่ได้ทำอะไรสนุกๆ แต่คงทำไม่ได้ตลอด แต่ตอน
หยุดเราก็มีกองทุนของหนังสืออยู่นะ ที่ขายหนังสือได้ ฝ่ายบัญชีเขาก็เก็บดูแลไว้อย่างดี หวังว่า
สักวันจะมารวมตัวกันใหม่ แต่สุดท้ายก็เพิ่งเอากองทุนนั้นไปบริจาคให้เด็กๆ ที่หมู่บ้านเด็กไม่นาน
มานี้ เพราะว่าคิดว่าคงไม่ได้รวมตัวกันแล้ว แต่หลายคนในกลุ่มปัจจุบันก็ยังเขียนหนังสืออยู่
มีพ็อกเก็ตบุ๊คกันออกมา อย่างเช่น "ก้านยาว" ก็ออกหนังสือการเดินทาง "บนหลังอาน" กับ
สำนักพิมพ์สนุกอ่าน ซึ่งเคยทำมือด้วยกันสมัยทำกล้าฝัน หรืออย่าง "นก ปักษาวิน" หรือ เป้หนึ่งฯ
เขาก็มีงานออกมาเรื่อยๆ แล้วตอนนี้ทำร้านหนังสือที่ใต้ ตอนนั้นเขาทำหนังสือทำมือรวมบทกวี
ของเขาเพราะมาก เรายังเก็บไว้จนถึงทุกวันนี้
แล้วก็มีอีกหลายๆ คนเลยค่ะ อย่างเช่น "ภู" วิภูนี่
ตอนทำกล้าฝันเขายังเป็นนักศึกษา ตอนนี้ก็เขียนคอลัมน์ด้านการเมือง สารคดี แล้วก็เรียนต่อ
ปริญญาโทที่เชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ้างหลายคนอยู่ในเส้นทางหนังสือ
  


เพื่อนรัก...เราจะไปตามฝัน
ผลงานนวนิยายเรื่องแรกของ วาดวลี ในนามปากกา บอน

     

Deewrite : คุยเรื่องชีวิตการทำงานและความฝันมาเยอะแล้ว อยากถามเกี่ยวกับ
ผลงานที่ได้ตีพิมพ์แล้วบ้างค่ะ วาดวลีมีผลงานตีพิมพ์ครั้งแรกตอนอายุเท่าไหร่คะ?

วาดวลี : ครั้งแรกที่ตีพิมพ์หนังสือเหรอ น่าจะอายุ 17 ปีนะค่ะ ช่วงมัธยม เป็นบทกวีชื่อ
"ระหว่างความเป็นเพื่อน" ใช้นามปากกา บอน ถัดมาก็นิยายขนาดสั้น ชื่อ "เพื่อนรัก...
เราจะไปตามฝัน"
ตีพิมพ์กับ สนพ. ทอฝัน เป็นนิยายเรื่องแรกนะ ทุกวันนี้ยังหยิบมาอ่านเล่น
บ่อยๆ (ยิ้ม) ตอนที่เขียนอายุสัก 19-20 แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีกว่าจะได้พิมพ์ ตอนนี้ไม่มีต้นฉบับ
เหลือหนังสืออยู่เล่มเดียว เพราะสมัยนั้นตอนส่งต้นฉบับจากพิมพ์ดีด ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้

   
รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน

  
Deewrite : จากนั้นก็ออกผลงานมาเรื่อยๆ มีนามปากกาอื่นด้วยใช่ไหมคะ?

วาดวลี : ค่ะ ก็เขียนอยู่ตลอด แต่งานไม่ได้ออกมามากเพราะทำงานอื่นเป็นหลัก มีเรื่องสั้น
ที่ส่งไปตามนิตยสารบ้าง
แล้วก็นิยายในนามปากกา วารีมาส กับ มิลาน

  

   
ผลงานที่ได้ตีพิมพ์กับ สนพ.อักขระบันเทิง

 

Deewrite : แว่วมาว่า ผลงานนวนิยายเล่มใหม่กำลังจะตีพิมพ์ด้วย?

วาดวลี : เอ่อ ค่ะ เล่มล่าสุดนี้ ใช้ชื่อ วาดวลี เป็นนิยายที่ไม่ยาวมาก มี 22 ตอน
ตอนนี้เขียนจบแล้ว จะจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์โซฟา ในเครืออักขระบันเทิง
คิดว่าน่าจะออกประมาณต้นปีหน้าค่ะ เห็นเขาบอกว่าจะทำหลังช่วงสงกรานต์

   
Deewrite : มีอะไรจะแนะนำ หรือฝากถึงน้องๆ ที่อยากเป็นนักเขียนไหมคะ

วาดวลี : ถ้าอยากเขียนหนังสือ ก็เขียนเลยค่ะ ลงมือเลย เขียนสิ่งที่เราอยากเขียนออกมาก่อน
สิ่งที่เรารู้สึก คิดถึง มีความรู้ มีประสบการณ์ มันจะทำให้เราเขียนง่าย ขึ้น แล้วก็ทำให้เรารู้สึก
กับงานเขียนของเราอย่างเต็มที่ เขียนไปเรื่อยๆ มีเวลาก็เขียน หากไม่มีเวลาแล้วอยากทำ
ก็ลองจัดเวลา แต่ไม่ต้องรีบร้อนกับงานเขียน
ไม่รู้นะ นี่จากตัวเองคือไม่เคยรีบร้อนกับงานเขียน
บางเล่มใช้เวลานานมาก แต่ก็พอใจ

  
Deewrite : มีเคล็ดลับอะไรจะแนะนำไหมคะ

วาดวลี : เคล็ดลับเหรอ ส่วนตัวก็ไม่มีอะไรนะ แต่ว่าพยายามอ่านให้เยอะๆ เพราะการอ่าน
จะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ ได้ศึกษาข้อมูล ได้เรียนรู้เรื่องการใช้สำนวนการเขียนภาษาไทย
ที่ถูกต้อง แล้วก็เปิดโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเองด้วย เช่น การเดินทาง การมีเพื่อน การให้เวลาพักผ่อน
อยู่กับความรู้สึกต่างๆ ก็ใช้ในงานเขียนได้ทั้งหมดค่ะ

   
Deewrite : งานชิ้นไหนที่รู้สึกชอบและภูมิใจที่สุดคะ

วาดวลี : ก็ทุกงานนะ แต่ละงานมีระยะเวลาของมัน บันทึกช่วงชีวิตที่เขียน บางครั้งลองกลับไปอ่าน
จะเห็นข้อบกพร่องของตัวเอง ในวัยเยาว์ หรือ ความรู้สึกที่คิดว่า เราน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้ แต่ถ้า
ย้อนไปได้ หรือแก้ไขได้ เราก็คิดว่าไม่เป็นไร เพราะว่ามันได้บันทึกแต่ละช่วงวัยความคิดของเราไว้
แล้วเป็นการเดินทางของชีวิตเราเองก็ภูมิใจกับทุกเรื่องที่เขียนไปค่ะ ซึ่งมันจะบอกเราด้วยว่าเรา
ต้องพัฒนาตรงไหน


  
Deewrite : งานส่วนใหญ่เป็นแนวไหนคะ มีแบ่งตามนามปากกาที่ใช้หรือเปล่า?

วาดวลี : ส่วนใหญ่เป็นความเรียงค่ะ ที่เขียนตอนนี้น่าจะมากสุด เพราะว่าเขียนทุกสัปดาห์เลย
เรื่องสั้นก็นานๆ ที นวนิยายนี่นานมากกว่าจะจบแต่ละเรื่อง เพราะว่าทำงานอื่นเป็นหลักไปด้วย
ไม่ได้เขียนหนังสืออย่างเดียว แต่ก่อนเราพยายามจะแบ่งอยู่บ้าง เช่น คิดนามปากกาขึ้นมา
น่าจะใช้กับแนวนี้ แต่ตอนนี้คิดว่าจะยังไม่แบ่งนามปากกาอยากใช้ชื่อ วาดวลี ไปก่อน ทั้งที่มีงาน
หลายแบบมาก บางคนเคยอ่านเรื่องสั้นๆ ความเรียงหวานๆ จะเข้าใจว่าเราเขียนแต่เรื่องความรัก
ซึ่งอย่างเรื่องสั้นที่เราเคยลงในเนชั่น เราเขียนเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ ในแบบต่างๆ ซึ่งอาจ
จะเกี่ยวกับสังคมด้วยนิดหน่อย ที่แทรกเข้าไป หรืออย่างตอนนี้ที่เขียน ในประชาไท เราเขียนเรื่อง
ชุมชน เล็กๆ ในท้องถิ่น เรื่องงานศพ เรื่องเด็ก พ่อค้า แม่ค้า เรื่องทั่วไป ไม่ใช่แต่เรื่องความรัก
มีหลายแนว แล้วแต่ว่าใครจะอ่านเจออะไร

 


กับน้องแม้ว แมวตัวโปรด


  
Deewrite : วาดวลีเป็นคนหนึ่งที่ชอบแมว เลยอยากถามเล่นๆ  ว่าแมวนักเขียน
มีชีวิตเหมือนหรือไม่เหมือนจากแมวทั่วไปคะ?

วาดวลี : (หัวเราะ) แมวไม่รู้หรอกว่าเรามีชีวิตอย่างไรบ้าง ทำงานอะไร เราคิดอะไร
แต่แมวสำหรับบ้านของคนที่เขียนหนังสือ อาจจะต่างตรงที่ว่า นักเขียนอาจจะมองแมวเป็นเพื่อน
เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องใส่ใจดูแล หรือพิจารณาพฤติกรรมมันมากกว่าการเลี้ยงให้มันโตไปวันๆ
นี่มองจากตัวเองนะ อย่างเราเลี้ยงแมว ดูมันกิน นอน มันอยู่กับเราเป็นเพื่อนเรา เรารู้สึกอยาก
เขียนถึงมัน เราก็เขียน มีบทกวีหลายอันที่เราเขียนด้วยแรงใจจากแมวหรือการวาดภาพ
เรามองแล้วรู้สึกอยากวาด เราก็วาดรูปแมว น่าจะต้องไปถามแมวว่า เขาอยู่กับนักเขียน
หรือกับคนอื่นๆ แล้วเป็นยังไง ฮา (หัวเราะ) นี่เขียนเรื่องแมวไว้ด้วยค่ะ เขียนไว้เป็นตอนๆ
ตั้งแต่เอามาเลี้ยงใหม่ๆ วาดรูปไว้ด้วย กะว่าจะเป็นรูปประกอบหนังสือด้วย แต่หลังๆ นี้
ไม่ได้เขียนเลย คิดว่าอีกนานกว่าจะจบเป็นเล่มได้

  

Deewrite : เห็นว่าตอนนี้วาดวลีทำเว็บส่วนตัวแล้วด้วย

วาดวลี : ใช่ค่ะ เพิ่งทำสดๆ ร้อนๆ เลยนะเนี่ย คืออย่างที่เห็นว่างานมันกระจายมาก
แล้วไม่ได้ออกมาสม่ำเสมอ จะมีเว้นๆๆ ตอนนี้เลยพยายามจะเอางานมารวบรวมไว้
ก็ทำเวบไซต์ขึ้นมาชื่อ wadwalee.com กำลังอยู่ระหว่างจัดทำ พยายามจะใส่ข้อมูลงานเขียน
เข้าไป
และบางงานก็จะใส่ให้อ่านได้ แล้วก็มีเวบบอร์ด หากอยากพูดุคยกันก็เชิญได้นะคะ

  

Deewrite : ขอบคุณสำหรับการสัมภาษณ์นะคะ

วาดวลี : เช่นกันค่ะ หวังว่าจะมีประโยชน์
  

รวมรายชื่อผลงานที่ผ่านมาของวาดวลี.-
ในนามปากกาอื่น
1. บทกวี "ระหว่างความเป็นเพื่อน" นามปากกา บอน (2539)
2. นวนิยาย "เพื่อนรักเราจะไปตามฝัน" นามปากกา บอน สำนักพิมพ์ทอฝัน (2544)
3. นวนิยาย "วาดรัก วาดฝัน ฉันและเธอ" นามปากกา มิลาน สำนักพิมพ์อัญมณี (2547)
4. นวนิยาย "รักหวาน ในม่านเมโลดี้" นามปากกา วารีมาส สำนักพิมพ์อัญมณี (2547)

นามปากกาวาดวลี

5. รวมเรื่องสั้นๆ "แค่คิดถึงกันก็พอแล้ว" นามปากกา วาดวลี สำนักพิมพ์อักขระบันเทิง (2549)
6. รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "สุขสันต์วันเกิด" สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์ (2545)
7. รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "ยิ่งห่างยิ่งห่วงใย ยิ่งไกลยิ่งคิดถึง" สำนักพิมพ์อักขระบันเทิง (2549)
8.รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "รักคือให้ ไม่ใช่รับ" สำนักพิมพ์อักขระบันเทิง (2549)
9. รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "แฟนเธอ ไม่ใช่แฟนฉัน" สำนักพิมพ์คุณแข็งแรง (2547)
10 รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "เรื่องราวของความเชื่อมั่น" สำนักพิมพ์ด้วยรัก (2546)
11. 7. รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "สิ่งหนึ่งในหัวใจ แม้นไม่ใช่ความรัก" สุดสัปดาห์สำนักพิมพ์ (อมรินทร์) (2549)
12 .รวมเรื่องสั้นหลายคนเขียน "รักเธอแต่เธอไม่รู้" สำนักพิมพ์อักขระบันเทิง (2550)

หนังสือทำมือและอื่นๆ
13 รวมเรื่องสั้นๆ "ให้รักเดินทาง" นามปากกา วาดลี (2546)
14 รวมเรื่องสั้นๆ "อยากเขียนถึงความรักอีกสักครั้ง" นามปากกา วาดวลี (2546)
15. เรื่องสั้นในนิตยสารต่างๆ ในนามปากกาวาดวลี
16. คอลัมน์ประจำในหนังสือพิมพ์บนเวบไซต์ประชาไท คอลัมน์เรื่องเล่าริมทางเดิน (2548-ปัจจุบัน)
17. คอลัมน์ประจำในนิตยสารไอน้ำ คอลัมน์ โลกหมุนรอบดวงใจ (2549-ปัจจุบัน)

  

  
เป็นยังไงบ้างคะ จุใจหรือเปล่า ^ ^
สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจอยากติดตามอ่านผลงานของ
วาดวลี
ตอนนี้คุณสามารถติดตามอ่านได้ที่.-

เรื่องเล่าริมทางเดิน  ภาพหนึ่งภาพ แทนถ้อยคำนับพัน...
คอลัมน์ โลกหมุนรอบดวงใจ ในนิตยสารไอน้ำ
และที่
wadwalee.com ค่ะ

 

สัมภาษณ์โดย อัญชา ณ deewrite.com
บันทึกเมื่อ 10 ต.ค. 2550
*สงวนลิขสิทธิ์
  

   


web tracker

   

 

Copyright@. All rigths reserved by www.deewrite.com.